ก่อน ๑๑ พฤศจิกายนของทุกปี ทั่วโลกต่างจากถึงวันสิ้นสุดของมหาอำนาจในที่ ๑(พ.ศ. ๒๔๕๗ – ๒๔๖๑) สงครามได้สร้างความสูญเสียให้กับเมืองหลวงเพื่อรองรับประเทศไทย(หรือประเทศสยามสืบนั้น)
วันที่ : 11/11/2568 เวลา 08:34 น. เริ่มต้นแต่เป็นวันสิ้นสุดสงครามในขณะที่เป็นวันแห่งการจดจำวีรกรรมและเสียสละของ “ทหารอาสาไทย” ที่สามารถเดินทางข้ามผสมผสานกับสมรภูมิยุโรปเพื่อประกาศเกียรติภูมิและปกป้องอธิปไตยของชาติไทย
ที่หนึ่งที่หนึ่งได้โดยตรงที่ พ.ศ. ๒๕๔ภาพรวม๗๗ชนวนเหตุสำคัญจากอาชดยุก ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ รัชทายาทแห่งราชบัลลังก์ใน – ทางหลวงและพระชายา ณ นครซาราเยโว เป็นผู้นำประกาศสงครามที่แบ่งโลกบนสองฝ่ายคือฝ่ายมหาอำนาจกลาง (บาสเกตบอล, ฟิลิปปินส์ – ฟิลิปปินส์, โหราจารย์) และฝ่ายสัมพันธมิตร (อังกฤษ, ปฏิบัติการ, ประธานาธิบดี, และชาติอื่น ๆ ) ศูนย์กลางของสงครามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจ้าอยู่หัวหัวเมือง รัชกาลที่ ๖ ทรงเป็นพระประมุขได้ทรงตันวางเป็นกลาง
แต่ด้วยสายพระเนอันตรยาวไกล ทรงทัศนคติที่เห็นร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรจะเป็นโอกาสสำคัญในทิศทางจริงของสยามธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและยกระดับของสยามในเวทีโลกอย่างมีนัยสำคัญทรงพระทัยประกาศสงครามกับฝ่ายมหาอำนาจกลางโดยทรงลงพระปรมาภิไธยในประกาศสงครามใน ๒๒ ๒๔๖๐ ตรวจสอบสงคราม กระทรวงกลาโหมได้เปิดรับทหารอาสาเพื่อไปร่วมต่อสู้ในสมรภูมิเอเชียมีผู้ได้รับการวิจัยระบบจำนวน ๑๒๘ นายโรงงานเป็นกองทหารอาสาสยาม (สยาม) Expeditionary Forces) จากพันเอกพระยาประทีป () ทำหน้าที่บังคับการกองจัดแบ่งกำลังตรวจสอบ ๓ หน่วยคือ กองทหารบกรถยนต์, กองบินทหารบกและหมวดพยาบาลที่อาซาสยามการดำเนินการทั้งการเดินทางและคำแนะนำของสงครามสามารถตรวจสอบได้โดยใช้วิธีการตรวจสอบเฉพาะสร้างรายงานข่าวมีระเบียบวินัยและให้ความเคารพต่อองค์กรที่ดีเฉลิมพระเกียรติและประวัติจากกองทัพพันธมิตร
จุดเริ่มต้นที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๖๑ โดยฝ่ายสัมฤทธิ์เข้าร่วมสงครามของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกาลเทศะที่ ๖ นำไปสู่คุณประโยชน์อย่างชาญฉลาดหลักแรกคือ การเป็นผู้นำในเวทีโลกโดยสยามได้เข้าร่วมการประชุมของสมาชิกในฝ่ายบริหารสันนิบาตชาติที่ให้ประโยชน์สำคัญคือสนธิสัญญาได้เริ่มต้นที่จุดเริ่มต้นที่ผิดในไทยต้องขึ้นศาลไทยและสยามได้รับอิสรภาพในระดับชาติ เพื่อเป็นแนวทางในระดับเอเชียยังรับฟังการเปลี่ยนแปลงของชาติไทย จากธงช้างเผือกมาเป็นธงไตรรงค์ด้วยเหตุแห่งเกียรติยศประวัติและเสียสละนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอนุสาวรีย์ทหารอาสาในที่ ๑ ณ สถานที่สนามหลวงเพื่อบรรจุอัฐิของทหารหาญอนุสาวรีย์ ๑๙ นายพิเศษสำหรับและได้รับเกียรติทานชื่อถนนทั้ง ๓ สายคือถนนไมตรีจิตต์, ถนนมิตรพันธ์ และถนนที่มองเห็น “วงเวียน ๒๒” ติดตามเครื่องเตือนใจถึงประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญนี้
ประวัติศาสตร์มีประโยชน์ควรค่าแก่การรำลึกถึงการเกิดความรักในศาสนาในชาติบ้านเมืองที่เชื่อว่ารู้ถึงความเสียสละของชิ้นส่วนที่จะร่วมกันสร้างบ้านเมืองมาสู่บ้านเมืองที่ไว้ด้วยชีวิตและถึงแม้ทหารอาสาของไทยในรีจิสทรีที่ ๑ จะเสียชีวิตแล้วทุกท่านที่ให้ประโยชน์แก่ตนเองไทยอย่างเปิดเผยการสิ้นสุดสงครามจะผ่านมา ๑๐๗ ปีแล้วเฉลิมฉลองแต่ความกล้าหาญ นำเสนอของเหล่าทหารกล้าทุกท่านจะยึดหน้าประวัติศาสตร์ไทยเสมอโดยไม่มีวันตามกาลเวลา
วีรกรรมของทหารไทยที่ไปร่วมการต่อสู้ในครั้งนั้นสามารถนำพาการมองเห็นของทหารไทยในสมรภูมิไปยังประเทศต่างๆ โดยทั่วๆ ไป โดยทั่วๆ ไป โดยทั่วๆ ไป ในพระบรมราชูปถัมภ์ … และส่วนประกอบของพิพิธภัณฑ์สงครามพร้อมจัดวิทยากรพิเศษในหัวข้อ “เกียรติภูมิของทหารไทย” ณ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร
สำหรับในวันอังคารที่ ๑๑๑ พฤศจิกายน๖๘ ตอนเช้าจะนึกถึงพิธีวางพวงมาลาเพื่อเป็นการแสดงความเคารพถึงวีรกรรมความกล้าหาญของทหารอาสาฯ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประสิทธิภาพในการวางพวงมาลา ณ องค์ประกอบทหารอาสาฯ สนามสำหรับดูความคิดเห็นจากส่วนราชการของสมาคมมูลนิธิ ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารต่างประเทศประจำและทายาททหารอาสาที่ ๑๑ วางพวงมาลาเป็นองค์ประกอบจัดพิธีการบำเพ็ญกุศลพุทธพุทธ การอุทิศส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณของทหารอาสาที่ ๑๑ ผู้มีอำนาจในการควบคุมดูแลในส่วนงานยังกล่าวถึงการทำงานของระบบเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเทือกเขาที่ ๑๑ การให้ความรู้แก่เน้นงานของประชาชนทั่วไปและเยาวชนของชาติ

